Ajinomoto Thailand

HIIT คืออะไร? รู้จักการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมันสูงสุด

13/11/2025
eye
2359
|

หลายคนกำลังมองหาวิธีการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้เวลาน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม HIIT คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การออกกำลังกายรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากในระยะเวลาสั้น
ออกกำลังกายแบบ HIIT คือ การลงทุนเวลาที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนยุคใหม่ ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนในเวลาสั้น ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรง หรือปรับปรุงสมรรถภาพหัวใจและปอด บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ HIIT อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการออกกำลังกาย ประโยชน์ วิธีการฝึก จนถึงข้อควรระวังต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นออกกำลังกายแบบ HIIT ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

HIIT (High-Intensity Interval Training) คืออะไร


ออกกําลังกายแบบ Hiit คือ การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในช่วงเวลาสั้นๆ

HIIT คือตัวย่อของ High-Intensity Interval Training ซึ่งเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่สลับระหว่างช่วงการออกแรงด้วยความเข้มข้นสูงและช่วงการพักผ่อนหรือออกแรงเบา วิธีการนี้ออกแบบมาเพื่อให้ร่างกายออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วให้เวลาฟื้นตัวก่อนที่จะเริ่มรอบใหม่

ทำไมคนยุคนี้ถึงนิยม HIIT

ด้วยรูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้เวลาสั้นเพียง 15-30 นาที แต่ให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจน ทำให้ผู้คนสามารถสอดแทรกการออกกำลังกายเข้าไปในตารางชีวิตประจำวันที่แน่นขนัดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ออกกำลังกายแบบ HIIT คือการลงทุนเวลาที่คุ้มค่า เพราะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบดั้งเดิมในช่วงเวลาเดียวกัน 

เหตุผลที่ HIIT ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน

  1. ประหยัดเวลา - ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที เหมาะกับคนทำงานที่มีเวลาจำกัด

  2. ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ - สามารถใช้น้ำหนักตัวเองในการออกกำลังกายได้

  3. ผลลัพธ์เร็ว - เห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายภายใน 2-4 สัปดาห์

  4. ทำได้ทุกที่ - ไม่จำกัดสถานที่ ทำได้ทั้งที่บ้าน สวนสาธารณะ หรือโรงยิม

  5. หลากหลายรูปแบบ - สามารถปรับเปลี่ยนท่าทางได้ตามความชอบและระดับความฟิต

ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบ HIIT มีอะไรบ้าง

ออกกำลังกายแบบ HIIT ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกล้ามเนื้อ

ออกกำลังกายแบบ HIIT คือการลงทุนเวลาและพลังงานที่คุ้มค่าที่สุด เพราะให้ประโยชน์มากมายที่เห็นผลได้เร็วและยั่งยืน

● การเผาผลาญแคลอรี่สูง

เป็นประโยชน์หลักที่โดดเด่น HIIT สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบ Steady State ถึง 25-30% ในช่วงเวลาเดียวกัน และยังมี Afterburn Effect ที่ช่วยเผาผลาญต่อเนื่องหลังออกกำลังกาย ทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดน้ำหนักและลดไขมัน

● การปรับปรุงสมรรถภาพหัวใจและปอด

เป็นอีกประโยชน์สำคัญ HIIT ช่วยเพิ่มปริมาตรการสูบฉีดของหัวใจ (Stroke Volume) และปรับปรุง VO2 max ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการใช้ออกซิเจน การปรับปรุงเหล่านี้จะเห็นผลภายใน 2-4 สัปดาห์ของการฝึก

● การประหยัดเวลา

เป็นข้อดีที่สำคัญสำหรับคนยุคใหม่ การออกกำลังกาย HIIT เพียง 15-20 นาที สามารถให้ประโยชน์เทียบเท่ากับการออกกำลังกายแบบปกติ 45-60 นาที ทำให้สามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้นและเกิดความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย

● การเพิ่มความแข็งแรงและกล้ามเนื้อ

ก็เป็นผลที่ได้รับ แม้ว่า HIIT จะเน้น Cardio แต่การออกแรงสูงยังช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกล้ามเนื้อ Fast-twitch fibers ที่รับผิดชอบต่อการออกแรงสูงและความเร็ว หากสนใจการออกกำลังกายที่ผสมผสานความแข็งแรงและความอดทนในระดับที่สูงขึ้น สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Crossfit หรือ Hyrox คืออีกสองรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยม

HIIT ดีกว่าคาร์ดิโอปกติอย่างไร?

HIIT มีข้อได้เปรียบโดยเฉพาะในแง่ของประสิทธิภาพการเผาผลาญและการใช้เวลา การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอปกติ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้งหรือปั่นจักรยานด้วยความเร็วคงที่ จะเผาผลาญแคลอรี่เฉพาะในช่วงที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่ HIIT Workout คือการออกกำลังกายที่กระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญต่อเนื่องแม้หยุดออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งเรียกว่า Afterburn Effect หรือ EPOC

ด้านHIITคาร์ดิโอปกติ
ระยะเวลา15-30 นาที45-60 นาที
การเผาผลาญหลังออกกำลังกายสูง (12-24 ชม.)ต่ำ
ความเข้มข้นสูงมาก (80-95% HR max)ปานกลาง (60-70% HR max)
การสร้างกล้ามเนื้อปานกลาง-สูงต่ำ
ความเหมาะสมกับผู้เริ่มต้นต้องปรับความเข้มข้นเหมาะสม

หลักการออกกำลังกายของ HIIT คืออะไร

ผู้ชายและผู้หญิงสามารถออกกำลังกายแบบ HIIT ได้

หลักการพื้นฐานของ HIIT อยู่ที่การผลักดันร่างกายให้ทำงานในระดับ 80-95% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดในช่วงเวลาสั้น แล้วตามด้วยการพักผ่อนหรือออกแรงเบาในระดับ 50-60% อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การสลับไปมาระหว่างสองระดับความเข้มข้นนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายปรับตัวและพัฒนาระบบพลังงานทั้งแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้ได้ประโยชน์ครบทั้งการเผาผลาญไขมันและการเพิ่มความแข็งแรง

หลักการออกกำลังกายแบบ HIIT แตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปอย่างไร

การออกกำลังกายแบบ Steady State หรือความเข้มข้นคงที่ เช่น การวิ่งหรือปั่นจักรยานด้วยความเร็วเดิมตลอดเวลา จะใช้พลังงานจากการเผาผลาญไขมันเป็นหลัก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอคือ การฝึกความอดทนของหัวใจในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ HIIT จะใช้พลังงานจากน้ำตาลในกล้ามเนื้อ (glycogen) ในช่วงความเข้มข้นสูง ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการสร้าง glycogen กลับคืนหลังออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบปกติอาจใช้เวลา 45-60 นาที แต่ HIIT ให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าในเวลาเพียง 15-30 นาที

การเผาผลาญแบบ Afterburn Effect คืออะไร

Afterburn Effect หรือ EPOC (Excess Post-Exercise Oxygen Consumption) เป็นจุดเด่นที่สำคัญของ HIIT หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ร่างกายจะยังคงเผาผลาญแคลอรี่ด้วยอัตราที่สูงกว่าปกติเป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เติมออกซิเจนในเลือด และคืนระดับฮอร์โมนให้เป็นปกติ การเผาผลาญเพิ่มเติมนี้อาจมีมากถึง 6-15% ของแคลอรี่ที่เผาผลาญระหว่างออกกำลังกาย ทำให้ HIIT มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักมากกว่าการออกกำลังกายแบบ Steady State

รูปแบบการออกกำลังกายแบบ HIIT มีอะไรบ้าง

Plyometric exercises เป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายแบบ HIIT
การแบ่งระดับของ HIIT workout คือ สิ่งสำคัญเพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล การเริ่มต้นในระดับที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บและสร้างความมั่นใจในการออกกำลังกาย

1. HIIT สำหรับผู้เริ่มต้น

ควรมีอัตราส่วนของการออกกำลังกายต่อการพัก 1:2 หรือ 1:3 เช่น ออกกำลังกายหนัก ๆ 20 วินาที พัก 40-60 วินาที รวมเวลาทั้งหมด 10-15 นาที ได้แก่ การเดินเร็ว การก้าวขึ้นลงบันได การยืดแขนขา หรือการทำ Modified Burpees  (เป็นการออกกำลังกายแบบ Full-body Exercise ที่ผสมการเคลื่อนไหวหลายท่าไว้ในท่าเดียว) ควรเริ่มสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นเมื่อร่างกายปรับตัวแล้ว การวอร์มร่างกายก่อนและ Cool down หลังการออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

2. HIIT สำหรับผู้มีประสบการณ์

สามารถเพิ่มความเข้มข้นเป็น 85-95% ของความสามารถสูงสุด อัตราส่วนการออกกำลังกายต่อการพักอาจเป็น 1:1 หรือ 2:1 เช่น ออกกำลังกายหนัก ๆ 30-45 วินาที พัก 15-30 วินาที ระยะเวลารวม 20-30 นาที เช่น Sprint intervals, Plyometric exercises, หรือการผสมผสาน Weight training กับ Cardio สามารถทำได้ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว เพื่อป้องกัน Overtraining หรือการฝึกซ้อมที่หนักเกินไป

วิธีการแบ่งช่วงเวลาในการออกกำลังกายแบบ HIIT

การแบ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของ การออกกำลังกายแบบ HIIT

การแบ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของ การออกกำลังกายแบบ HIIT คือสิ่งที่ทำให้รูปแบบการออกกำลังกายนี้มีประสิทธิภาพสูง การสลับระหว่างช่วงออกแรงหนักและช่วงพักผ่อนในอัตราส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด โดยไม่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าจนเกินไป

รูปแบบการแบ่งช่วงเวลา HIIT ที่นิยม:

  1. Tabata (20:10) - ออกกำลังกายหนัก 20 วินาที พัก 10 วินาที ทำ 8 รอบ รวม 4 นาที

  2. 30:30 - ออกกำลังกายหนัก 30 วินาที พัก 30 วินาที ทำ 10-15 รอบ

  3. 40:20 - ออกกำลังกายหนัก 40 วินาที พัก 20 วินาที ทำ 8-10 รอบ

  4. EMOM (Every Minute on the Minute) - ทำท่าที่กำหนดให้เสร็จภายใน 1 นาที เวลาที่เหลือคือเวลาพัก

  5. Pyramid - เพิ่มเวลาออกกำลังกายขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ ลดลง เช่น 20-30-40-30-20 วินาที

วิธีเริ่มต้นออกกำลังแบบ HIIT สำหรับมือใหม่

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ มือใหม่ควรเริ่มจากท่าพื้นฐานและความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากเมื่อร่างกายพร้อม 

ขั้นตอนการเริ่มต้น HIIT สำหรับมือใหม่:

  1. ปรึกษาแพทย์ - โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออายุเกิน 40 ปี
  2. เริ่มจากอัตราส่วน 1:3 - ออกกำลังกาย 20 วินาที พัก 60 วินาที
  3. ใช้ท่าพื้นฐาน - เริ่มจากการเดินเร็ว ก้าวขึ้นลงบันได หรือ Modified exercises
  4. ทำเพียง 10-15 นาที - เพิ่มเวลาเมื่อร่างกายปรับตัวแล้ว
  5. ออกกำลังกาย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ - ให้มีวันพักระหว่างการฝึก
  6. วอร์มอัพและคูลดาวน์ - ใช้เวลา 5-10 นาทีทั้งก่อนและหลัง
  7. ฟังเสียงร่างกาย - หยุดทันทีหากรู้สึกเจ็บหรือไม่สบาย

ท่าออกกำลังกายแบบ HIIT ยอดนิยมมีอะไรบ้าง

การเลือกท่าออกกำลังกายที่เหมาะสมจะทำให้ HIIT มีประสิทธิภาพและสนุกสนานมากขึ้น ท่าต่าง ๆ มีระดับความยากและเหมาะสมกับผู้ฝึกที่แตกต่างกัน

● HIIT ด้วยการวิ่ง

HIIT ด้วยการวิ่งสามารถทำได้ทุกที่ ไม่ต้องอุปกรณ์พิเศษ

ได้แก่ Sprint intervals ที่วิ่งเต็มที่ 30 วินาที แล้วเดินหรือวิ่งเบา 90 วินาที ทำ 6-8 รอบ สำหรับผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจาก Hill walking ที่เดินเร็วขึ้นเนินเขา 20 วินาที แล้วเดินลงเนินช้า ๆ 40 วินาที การวิ่ง Fartlek ที่สลับความเร็วตามสัญญาณธรรมชาติ เช่น วิ่งเร็วระหว่างเสาไฟ 2 ต้น แล้ววิ่งช้าในเสาต้นถัดไป ข้อดีของการวิ่ง HIIT คือสามารถทำได้ทุกที่ ไม่ต้องอุปกรณ์พิเศษ และสามารถปรับความยากได้อย่างอิสระ

● ท่าออกกำลังกายใช้น้ำหนักตัว (Burpees, Jumping Jacks, Squats, Push-ups)

สามารถทำได้ที่บ้านและไม่ต้องใช้อุปกรณ์ HIIT คือการออกกำลังกายที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ง่าย การใช้น้ำหนักตัวเป็นตัวช่วยในการสร้างแรงต้านทาน ทำให้ไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง แต่ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม ท่าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถปรับระดับความยากได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล

ท่าออกกำลังกายใช้น้ำหนักตัวยอดนิยม:

  1. Burpees
    Burpees เป็นท่าออกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี เป็นท่าที่มีความท้าทายเนื่องจากเป็นการออกกำลังกายแบบ Full-body Exercise ประกอบด้วยการย่อตัว วางมือบนพื้น กระโดดขาไปด้านหลัง Push-up แล้วกระโดดกลับมายืน เผาผลาญได้ประมาณ 10 แคลอรี่ต่อนาที
  2. Jumping Jacks
    Jumping Jacks เป็นท่า HIIT ท่าพื้นฐานที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ท่าพื้นฐานที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้เร็ว ทำได้ง่ายโดยการกระโดดกางแขนและขาพร้อมกัน แล้วกระโดดกลับมายืนตรง
  3. Squats
    Squats เป็นการออกกำลังการแบบ HIIT ที่ใช้รกล้ามเนื้อขาและก้น ท่าบริหารกล้ามเนื้อขาและก้น สามารถเพิ่มความเข้มข้นด้วยการทำ Jump Squats หรือเพิ่มน้ำหนักได้ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ Quadriceps และ Glutes
  4. Push-ups
    Push-ups เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก แขน และ Core ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก แขน และ Core สามารถปรับความยากได้ตั้งแต่ Modified Push-ups (คุกเข่า) ไปจนถึง Diamond Push-ups หรือ Decline Push-ups
  5. Mountain Climbers
    Mountain Climbers เป็นการออกกำลังกายที่ยู่ในท่า Plank แล้วสลับดึงเข่าเข้าหาหน้าอก
    ท่าที่ผสมผสานระหว่าง Cardio และ Core exercise ทำโดยการอยู่ในท่า Plank แล้วสลับดึงเข่าเข้าหาหน้าอก การผสมผสานท่าเหล่านี้ใน Circuit แบบ 45 วินาทีทำ 15 วินาทีพัก จะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแบบ HIIT มีอะไรบ้าง

ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดต้องระวังเวลาออกกำลังกายแบบ HIIT

แม้ว่า HIIT จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

● ผู้ที่ไม่ควรทำ HIIT

ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีประวัติหัวใจวาย ไม่ควรทำ HIIT โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาข้อต่อ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อไหล่อักเสบ หรือปัญหาหลัง หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 และ 3 ควรหลีกเลี่ยง HIIT เพราะอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปที่ทารกและเพิ่มความเสี่ยงต่อการล้ม และผู้ที่เพิ่งผ่าตัดหรือมีการบาดเจ็บใหม่ ๆ ควรพักผ่อนให้หายสนิทก่อนจึงจะเริ่ม HIIT

● เทคนิคการเริ่มต้นให้ปลอดภัย

การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่ม HIIT เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 
การประเมินสมรรถภาพพื้นฐานจะช่วยกำหนดความเข้มข้นที่เหมาะสม การเริ่มต้นด้วยความเข้มข้นต่ำและเพิ่มขึ้นทีละน้อยจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวอย่างปลอดภัย ควรเริ่มจาก 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และให้มีวันพักระหว่าง Session 
การฟังร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ หากรู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก วิงเวียนศีรษะ หรือปวดข้อต่อผิดปกติ ควรหยุดออกกำลังกายทันทีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ 

ควรเตรียมตัวและดูแลโภชนาการอย่างไร สำหรับการออกกำลังกาย HIIT

การเตรียมตัวและโภชนาการสำหรับการออกกำลังกาย HIIT
● การเตรียมตัวที่ดีและการดูแลโภชนาการที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ HIIT และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ การเตรียมตัวครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย
● การวอร์มร่างกายและคูลดาวน์ ควรใช้เวลา 5-10 นาทีในการวอร์มด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ เช่น การเดินเร็ว การหมุนข้อต่อ การยืดกล้ามเนื้อแบบไดนามิก เช่น การเหวี่ยงแขน การยกเข่าสูง การเตะก้น Dynamic stretching จะช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวและอุณหภูมิกล้ามเนื้อ  
● อาหารและการดื่มน้ำ ควรรับประทานก่อนออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง เช่น กล้วย ขนมปังโฮลเกรน หรือ Oatmeal หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหรือเส้นใยมากเพราะจะย่อยช้าและอาจทำให้รู้สึกแน่นท้อง การดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ควรดื่มน้ำ 500 มล. ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย และอีก 200-300 มล. ประมาณ 15-20 นาทีก่อนเริ่ม ระหว่างการออกกำลังกาย หากเวลานานเกิน 30 นาที ควรดื่มน้ำเล็กน้อยในช่วงพัก หลังเสร็จสิ้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อชดเชยการสูญเสียจากเหงื่อ การรับประทานโปรตีนภายใน 30 นาทีหลังออกกำลังกาย จะช่วยในการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโภชนาการหลังการฝึก สามารถอ่านบทความ หลังออกกําลังกายควรกินอะไร เพื่อการฟื้นตัวที่ดีที่สุด
● การพักผ่อนและการนอนหลับ ควรมีช่วงพัก 24-48 ชั่วโมงระหว่าง HIIT session เพื่อให้กล้ามเนื้อซ่อมแซมตัวเองและสร้างพลังงานสำรอง การนอนหลับที่มีคุณภาพ 7-9 ชั่วโมงต่อคืนจะช่วยในการฟื้นตัวและการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งสำคัญต่อการสร้างกล้ามเนื้อ  

ควรกินอะไรก่อน-หลังออกกำลัง HIIT?

hiit workout คือการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานสูง ร่างกายจึงต้องการสารอาหารที่เพียงพอทั้งก่อนและหลังการฝึก โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและพร้อมสำหรับการออกกำลังกายครั้งต่อไป 

อาหารก่อนออกกำลังกาย HIIT (1-2 ชั่วโมงก่อน):

กล้วยเป็นอาหารที่เหมาะกับการกินก่อนออกกำลังกายแบบ HIIT

  1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน - กล้วย ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลเกรน เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน
  2. โปรตีนเบา ๆ - โยเกิร์ตกรีก ไข่ต้ม หรือนมไขมันต่ำ
  3. หลีกเลี่ยง - อาหารมัน อาหารเส้นใยสูง หรืออาหารที่ย่อยยาก

อาหารหลังออกกำลังกาย HIIT (ภายใน 30-60 นาที):

อกไก่เป็นอาหารที่ครกินหลังออกกำลังกาย

  1. โปรตีนคุณภาพสูง - อกไก่ ปลาแซลมอน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ไข่ หรือ Whey Protein
  2. กรดอะมิโนจำเป็น (EAAs) - ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อ
  3. BCAAs (Branched-Chain Amino Acids) - Leucine, Isoleucine และ Valine ช่วยลดอาการเมื่อยล้าและเร่งการฟื้นตัว
  4. คาร์โบไฮเดรต - เพื่อเติมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ เช่น ข้าว มันฝรั่ง หรือผลไม้

ตัวอย่างมื้ออาหารหลังออกกำลังกาย:

  • อกไก่ย่าง + ข้าวกล้อง + ผักนึ่ง

  • สมูทตี้กล้วย + Whey Protein + นมอัลมอนด์

  • ไข่คน 3 ฟอง + ขนมปังโฮลเกรน + อะโวคาโด

เปรียบเทียบ HIIT กับการออกกำลังกายอื่น

ปัจจัยHIITการวิ่งปกติWeight Trainingโยคะ
ระยะเวลา15-30 นาที45-60 นาที45-75 นาที45-90 นาที
การเผาผลาญแคลอรี่สูงมาก (รวม Afterburn)ปานกลางปานกลางต่ำ
การสร้างกล้ามเนื้อปานกลางต่ำสูงมากต่ำ
สุขภาพหัวใจสูงมากสูงปานกลางต่ำ
ความยืดหยุ่นต่ำต่ำต่ำสูงมาก
ความสะดวกสูง (ไม่ต้องอุปกรณ์)ปานกลางต่ำ (ต้องอุปกรณ์)สูง
ความเข้มข้นสูงมากปานกลางสูงต่ำ
เหมาะกับมือใหม่ปานกลางสูงปานกลางสูงมาก
ความเสี่ยงบาดเจ็บปานกลาง-สูงต่ำ-ปานกลางปานกลางต่ำมาก
ผลลัพธ์ที่เห็นได้เร็วสูงมากปานกลางสูงปานกลาง

ออก HIIT แล้วกล้ามใหญ่ขึ้นหรือไม่?

HIIT สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกระชับกล้ามเนื้อได้

HIIT สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกระชับกล้ามเนื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้เน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตเหมือนการยกน้ำหนัก (Weight Training) โดยตรง ออกกำลังกายแบบ HIIT คือการผสมผสานระหว่าง Cardio และ Strength training ซึ่งช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแบบ Fast-twitch fibers ที่รับผิดชอบต่อการออกแรงสูงและความเร็ว

ผลของ HIIT ต่อกล้ามเนื้อ:

  1. เพิ่มความกระชับ - HIIT ช่วยลดไขมันและเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่
  2. เพิ่มความแข็งแรง - ท่าที่ใช้น้ำหนักตัวหรือน้ำหนักเพิ่มช่วยสร้างความแข็งแกร่ง
  3. ไม่เพิ่มขนาดกล้ามเนื้อมาก - เนื่องจากไม่ได้ใช้แรงต้านทานสูงต่อเนื่อง
  4. รักษามวลกล้ามเนื้อ - ช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อระหว่างลดน้ำหนัก

หากต้องการกล้ามใหญ่ควรทำอย่างไร?

  • ผสมผสาน HIIT กับ Weight Training
  • เพิ่มท่าที่ใช้น้ำหนัก เช่น Dumbbell หรือ Kettlebell ในการทำ HIIT
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ (1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
  • พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว

การปรับ HIIT ให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความฟิต

ไม่ว่าจะมีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก สร้างกล้ามเนื้อ หรือเพิ่มความทนทาน HIIT สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ตามที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงการฝึกที่หนักเกินไปหรือเบาเกินไป

การปรับ HIIT ตามเป้าหมาย:

1. สำหรับการลดน้ำหนัก:

ท่า High Knees เป็นการออกกำลังกายแบบ HIIT เพื่อลดน้ำหนัก> ​​​​​

  • เน้นท่า Cardio เช่น Burpees, Jumping Jacks, High Knees
  • ใช้อัตราส่วน 1:1 หรือ 2:1 (ออกกำลังกาย:พัก)
  • ทำ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที
  • ควบคุมแคลอรี่ที่รับประทานควบคู่กัน

2. สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ:

Kettlebell Swings เป็นการออกกำลังกายแบบ HIIT เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

  • เพิ่มท่าที่ใช้น้ำหนัก เช่น Dumbbell Thrusters, Kettlebell Swings
  • ใช้อัตราส่วน 1:2 เพื่อให้พักมากขึ้น
  • ผสมผสานกับ Weight Training 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ

3. สำหรับการเพิ่มความทนทาน:

Cycling เป็นการออกกำลังกายแบบ HIIT เพื่อเพิ่มความทนทาน ​​​​​​​

  • ใช้ท่าที่เน้น Cardio ต่อเนื่อง เช่น Running, Cycling
  • เพิ่มจำนวนรอบและระยะเวลา
  • ใช้อัตราส่วน 1:1 หรือ 3:1

HIIT คือ การปฏิวัติในโลกของการออกกำลังกาย

HIIT คือ การปฏิวัติในโลกของการออกกำลังกาย ​​​​​​​


HIIT คือการปฏิวัติในโลกของการออกกำลังกาย ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในเวลาสั้น การที่เราได้รู้จักว่า HIIT workout คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร จะช่วยให้เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรก็ตาม การเริ่มต้น HIIT ต้องทำอย่างรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เริ่มต้นด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการวอร์ม การพักผ่อน และโภชนาการ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ การเลือกออกกําลังกายตอนไหนดีที่สุดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้การฝึก HIIT มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Reference:
- https://www.healthline.com/nutrition/benefits-of-hiit
- https://health.harvard.edu/heart-health/high-intensity-interval-training-hiit-is-it-safe-for-everyone

เราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคุณ เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อพัฒนาประสบการณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กับผู้ใช้ ท่านตกลงใช้คุกกี้เพื่อใช้งานเว็บไซต์นี้ต่อไป ดูรายละเอียด นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล / การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และ ข้อตกลงและเงื่อนไขสำหรับเว็บไซต์ของเรา