คาเฟอีนคืออะไร? สารกระตุ้นประจำวันที่คุณควรรู้จักประโยชน์และผลเสีย
ในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการจิบกาแฟหรือชาร้อน ๆ สักแก้ว เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นตัว แต่น้อยคนจะรู้จริง ๆ ว่าคาเฟอีนที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านั้นคืออะไร ทำงานอย่างไรในร่างกาย และมีทั้งประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับคาเฟอีนอย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกการทำงาน ประโยชน์ ผลข้างเคียง ไปจนถึงปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่มคน
คาเฟอีน (Caffeine) คืออะไร

คาเฟอีนคือ สารกระตุ้นประสาทที่พบได้ตามธรรมชาติ ในเมล็ดกาแฟ ใบชา ถั่วโกโก้ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ กว่า 60 ชนิดทั่วโลก เมื่อมองในแง่ทางเคมี คาเฟอีนจัดเป็นสารในกลุ่ม methylxanthine ที่ส่งผลกระตุ้นต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า และมีสมาธิมากขึ้น
ชนิดของคาเฟอีน มีกี่ประเภท

คาเฟอีนสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักตามแหล่งที่มา ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการทำงานในร่างกายที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคาเฟอีนธรรมชาติและคาเฟอีนสังเคราะห์จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกแหล่งคาเฟอีนที่เหมาะสมกับความต้องการและสุขภาพของคุณได้ดียิ่งขึ้น
คาเฟอีนธรรมชาติ
คาเฟอีนที่พบในธรรมชาติมักอยู่ในพืชหลายชนิด ซึ่งพืชเหล่านี้ผลิตคาเฟอีนเพื่อป้องกันตัวเองจากแมลงศัตรูพืช เนื่องจากคาเฟอีนคือ สารที่มีรสขม จึงช่วยขับไล่แมลงได้ดี คาเฟอีนธรรมชาติจะมาพร้อมกับสารอื่น ๆ ในพืช เช่น แทนนิน โพลีฟีนอล และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ที่อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
คาเฟอีนสังเคราะห์
คาเฟอีนสังเคราะห์ ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการโดยกระบวนการทางเคมี มักพบในเครื่องดื่มชูกำลัง ยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยโมเลกุลจะเหมือนกับคาเฟอีนธรรมชาติ แต่มักถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเร็วกว่า เนื่องจากไม่มีสารอื่น ๆ มาชะลอการดูดซึม
แหล่งคาเฟอีนอื่น ๆ นอกเหนือจากกาแฟ

หลายคนคิดว่า คาเฟอีนมีเฉพาะในกาแฟเท่านั้น แต่ความจริงแล้วคาเฟอีนคือสารที่พบได้ในเครื่องดื่มและอาหารหลากหลายชนิด รวมถึงในยาบางประเภทด้วย
ตารางเปรียบเทียบปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มต่าง ๆ
เครื่องดื่ม | ปริมาณ | คาเฟอีน (มก.) |
กาแฟคั่วบด | 240 มล. | 95-200 |
เอสเพรสโซ่ | 30 มล. | 63 |
ชาดำ | 240 มล. | 47 |
ชาเขียว | 240 มล. | 28 |
โคล่า | 355 มล. | 24-46 |
เครื่องดื่มชูกำลัง | 250 มล. | 80-160 |
ช็อคโกแลตร้อน | 240 มล. | 5-10 |
กาแฟสำเร็จรูป | 240 มล. | 30-90 |
ชาสมุนไพร | 240 มล. | 0 |
คาเฟอีนในอาหารและยา
นอกจากเครื่องดื่มแล้ว คาเฟอีน ยังพบในอาหารและยาอีกหลายชนิด เช่น
- ช็อกโกแลตดำ (ประมาณ 24 มก. ต่อ 28 กรัม)
- เยลลี่บีนช็อกโกแลต (ประมาณ 40 มก. ต่อถ้วย)
- ไอศกรีมกาแฟ (ประมาณ 30-45 มก. ต่อถ้วย)
- ยาแก้ปวด (บางชนิดมี คาเฟอีน 30-200 มก. ต่อเม็ด)
- ยาแก้ไมเกรน
- ยาลดน้ำหนักบางชนิด
คาเฟอีนในร่างกาย ทำงานอย่างไร?

การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของคาเฟอีนในร่างกายจะช่วยให้เราเข้าใจทั้งประโยชน์และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น คาเฟอีนไม่ได้เพียงแค่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว แต่ยังมีผลต่อระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และกระบวนการเผาผลาญในร่างกายอีกด้วย
กลไกการทำงานในสมอง (การปิดกั้น Adenosine)
เมื่อพูดถึง คาเฟอีนคืออะไร ในแง่ของการทำงานในร่างกาย สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คาเฟอีนทำงานโดยการยับยั้งตัวรับสาร Adenosine ในสมอง Adenosine เป็นสารสื่อประสาทที่สะสมในสมองระหว่างวัน และเมื่อระดับสูงขึ้นจะทำให้เรารู้สึกง่วงนอน
การดูดซึมและการขับออกจากร่างกาย
หลังจากดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ร่างกายจะดูดซึมสารนี้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที ในการดูดซึมเข้ากระแสเลือดอย่างสมบูรณ์ และจะมีระดับสูงสุดในเลือดหลังบริโภคประมาณ 15-120 นาที
ประโยชน์ของคาเฟอีน

คาเฟอีนไม่ได้เป็นเพียงสารกระตุ้น แต่ยังมีประโยชน์หลากหลายต่อร่างกายและสมองตามการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
เพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ
คาเฟอีนช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความตื่นตัว และปรับปรุงเวลาตอบสนอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ขาดการนอนหลับ
ช่วยในการออกกำลังกาย
คาเฟอีนเพิ่มความทนทาน ลดความเหนื่อยล้า และช่วยระดมกรดไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ประหยัดไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ
ช่วยในการลดน้ำหนักและเผาผลาญ
คาเฟอีนเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานประมาณ 3-11% และเพิ่มการเผาผลาญไขมันถึง 10-29% ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ
ลดความเสี่ยงโรคบางชนิด
การบริโภคคาเฟอีนอย่างสม่ำเสมอในปริมาณเหมาะสมอาจลดความเสี่ยงของโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคตับบางชนิด
ช่วยแก้ปวดหัวและไมเกรน
คาเฟอีนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาแก้ปวดได้ถึง 40% ลดการอักเสบ และทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้เร็วขึ้น
ปริมาณคาเฟอีน (caffeine) ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) และองค์กรด้านสุขภาพอื่น ๆ แนะนำปริมาณคาเฟอีนที่ปลอดภัยดังนี้
- ผู้ใหญ่ทั่วไป: ไม่เกิน 400 มก. ต่อวัน (ประมาณ 4 แก้วกาแฟ)
- ผู้หญิงตั้งครรภ์: ไม่เกิน 200 มก. ต่อวัน
- วัยรุ่น (12-18 ปี): ไม่เกิน 100 มก. ต่อวัน
- เด็ก (อายุต่ำกว่า 12 ปี): ควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีน
ความแตกต่างระหว่างบุคคลในการทนต่อคาเฟอีน

ความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละบุคคล บางคนอาจรู้สึกใจสั่น วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับหลังจากดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียว ในขณะที่บางคนสามารถดื่มหลายแก้วโดยไม่มีอาการใด ๆ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองต่อ คาเฟอีนคือ
- พันธุกรรม (โดยเฉพาะยีน CYP1A2 ที่ควบคุมการเผาผลาญคาเฟอีน)
- อายุ (ผู้สูงอายุมักมีความไวต่อคาเฟอีนมากกว่า)
- น้ำหนักตัว
- ความเคยชิน (การดื่มคาเฟอีนเป็นประจำทำให้เกิดความทนต่อฤทธิ์บางอย่าง)
- การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาคุมกำเนิด ยาอีริโทรมัยซิน)
เวลาที่เหมาะสมในการบริโภคคาเฟอีน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบริโภค คาเฟอีนคือ ช่วงเช้าถึงบ่าย เนื่องจากการดื่มคาเฟอีนช่วงเย็นหรือก่อนนอนอาจรบกวนการนอนหลับ แม้ในคนที่คิดว่าตนเองไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม
ผลข้างเคียงจากการดื่มคาเฟอีนมากเกินไป เป็นอย่างไร?
แม้ว่าคาเฟอีนจะมีประโยชน์หลายอย่าง แต่การบริโภคในปริมาณมากเกินไปอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
ภาวะคาเฟอีนเป็นพิษ (Caffeine Intoxication)
มีอาการเช่น ใจสั่น วิตกกังวล กระวนกระวาย นอนไม่หลับ หน้าแดง ปัสสาวะบ่อย หรือแม้กระทั่งอาการชักในกรณีรุนแรง
ภาวะเสพติดคาเฟอีน (Caffeinism)
อาการที่พบบ่อยของภาวะนี้คือ ความวิตกกังวล หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก ใจสั่น และกล้ามเนื้อกระตุก
การรบกวนการนอนหลับและสุขภาพจิต
คาเฟอีนอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพการนอนหลับ แม้ว่าจะบริโภคหลายชั่วโมงก่อนเข้านอน
ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต แม้ว่าผลกระทบเหล่านี้มักเป็นชั่วคราวในคนสุขภาพดี แต่อาจเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว
ปัญหาการย่อยอาหาร
คาเฟอีนคือ สารที่กระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคกรดไหลย้อน (GERD) นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ในบางคน
การลดการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก
การบริโภคคาเฟอีนคือ สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง หรือจำกัดการดื่มคาเฟอีนคือใคร?

แม้ว่าคาเฟอีนจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่มีบางกลุ่มคนที่ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการบริโภค
ผู้หญิงตั้งครรภ์และให้นม
ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรจำกัดการบริโภคคาเฟอีน ไม่เกิน 200 มก. ต่อวัน (ประมาณ 1-2 แก้วกาแฟ) สำหรับมารดาที่ให้นมบุตร คาเฟอีนจะผ่านเข้าสู่น้ำนมในปริมาณเล็กน้อย แนะนำให้จำกัดการบริโภคคาเฟอีนในช่วงให้นมบุตรเช่นกัน
เด็กและวัยรุ่น
เด็กอายุ 4-6 ปีไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 45 มก. ต่อวัน เด็กอายุ 7-9 ปีไม่ควรเกิน 62.5 มก. และเด็กอายุ 10-12 ปีไม่ควรเกิน 85 มก. สำหรับวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี ไม่ควรเกิน 100 มก. ต่อวัน
ผู้สูงอายุ
การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง และปัญหาการนอนหลับในผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
หากมีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบากหลังการบริโภคคาเฟอีนควรลดหรือหยุดการบริโภคและปรึกษาแพทย์ทันที
ผู้ป่วยโรคกระเพาะและความวิตกกังวล
คาเฟอีนคือ สารที่กระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ดังนั้นผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน หรือโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภคคาเฟอีนเนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลง
คาเฟอีนกับการออกกำลังกายและกีฬา
คาเฟอีนเป็นหนึ่งในสารเสริมประสิทธิภาพที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการกีฬาและการออกกำลังกาย นักกีฬาทั้งระดับมืออาชีพและมือสมัครเล่นมักใช้

ปริมาณที่แนะนำสำหรับนักกีฬา
คาเฟอีน เป็นหนึ่งในสารเสริมประสิทธิภาพที่ได้รับการศึกษามากที่สุดในวงการกีฬา การศึกษาพบว่าขนาดที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มสมรรถภาพคือประมาณ 3-6 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ซึ่งหมายถึงประมาณ 200-400 มก. สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป
เวลาที่เหมาะสมก่อนออกกำลังกาย
เวลาที่เหมาะสมในการบริโภคคาเฟอีนคือ ประมาณ 30-60 นาทีก่อนการออกกำลังกายหรือการแข่งขัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับคาเฟอีนในเลือดจะขึ้นสู่จุดสูงสุด ทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ
ข้อดีของคาเฟอีนสำหรับการออกกำลังกาย
ข้อดีของคาเฟอีนสำหรับการออกกำลังกายมีหลายอย่าง เช่น
- เพิ่มความทนทานและลดความเหนื่อยล้า
- เพิ่มความแข็งแรงและพลัง
- เพิ่มการเผาผลาญไขมันระหว่างการออกกำลังกาย
- ลดการรับรู้ความเหนื่อยล้า ทำให้รู้สึกว่าการออกกำลังกายง่ายขึ้น
- ปรับปรุงสมาธิและเวลาตอบสนอง ซึ่งสำคัญในกีฬาที่ต้องใช้ทักษะ
ข้อควรระวังเมื่อใช้คาเฟอีนในการออกกำลังกาย
- การดื่มน้ำที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากคาเฟอีนคือ ยาขับปัสสาวะอ่อน ๆ
- อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น วิตกกังวล หรือรบกวนการนอนหลับหากบริโภคในปริมาณมากเกินไป
- ผลข้างเคียงเช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือท้องเสียอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อออกกำลังกายที่ความเข้มข้นสูง
- การพัฒนาความทนต่อคาเฟอีนอาจลดประสิทธิภาพในการเพิ่มสมรรถภาพเมื่อใช้เป็นประจำ
คำแนะนำการบริโภคคาเฟอีนอย่างปลอดภัย

การบริโภค คาเฟอีน อย่างชาญฉลาดเป็นกุญแจสำคัญในการได้รับประโยชน์โดยไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
การเลิกคาเฟอีนอย่างปลอดภัย
วิธีที่ดีที่สุดในการเลิกคาเฟอีนคือ การลดปริมาณลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะหยุดทันที แนะนำให้ลดปริมาณลง 25% ทุก ๆ 2-3 วัน เพื่อให้ร่างกายปรับตัว การดื่มน้ำมาก ๆ การออกกำลังกาย และการนอนหลับที่เพียงพอสามารถช่วยบรรเทาอาการถอนได้
ทางเลือกอื่นแทนคาเฟอีน
สำหรับผู้ที่ต้องการลดการบริโภคคาเฟอีน แต่ยังต้องการความสดชื่นและตื่นตัว มีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ
- ชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีน เช่น ชาเปปเปอร์มินต์ ชาขิง หรือชาคาโมไมล์
- เครื่องดื่มจากธัญพืช เช่น เครื่องดื่มจากข้าวบาร์เลย์คั่ว ชิโครี่ หรือถั่วคารอบ
- น้ำผลไม้และสมูทตี้ที่ให้พลังงานจากน้ำตาลธรรมชาติ
- น้ำมะพร้าว ซึ่งให้อิเล็กโทรไลต์และพลังงาน
- การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน หรือการยืดเหยียด สามารถเพิ่มความตื่นตัวได้โดยไม่ต้องพึ่ง คาเฟอีน
- การนอนหลับที่เพียงพอและมีคุณภาพเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาระดับพลังงานตลอดทั้งวัน
การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์
ผู้บริโภคควรตระหนักว่า คาเฟอีน อาจซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ไม่ได้ระบุชัดเจน การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตรวจสอบปริมาณคาเฟอีนที่บริโภคจริง

คาเฟอีน เป็นสารกระตุ้นประสาทที่มีทั้งประโยชน์และผลข้างเคียง ในปริมาณที่เหมาะสม คาเฟอีนคือตัวช่วยที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความตื่นตัว สมาธิ และประสิทธิภาพในการทำงานและการออกกำลังกาย รวมถึงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาวสำหรับบางโรค
อย่างไรก็ตาม การบริโภคมากเกินไปอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ใจสั่น และในบางกรณีอาจนำไปสู่การเสพติด กลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดควรระมัดระวังเป็นพิเศษหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีน
Reference:
- https://www.medparkhospital.com/lifestyles/caffeine
- https://peaberrythai.com/blog/what-is-caffeine
- https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/coffee-caffeine
- https://mesoestetic-th.com/caffeine-helps-more-than-just-drowsiness/
- https://www.thaisook.org/2024/08/26/caffeine2/
- https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/rrhlnews/209470
- https://www.thaisook.org/2024/07/31/ข้อระวังในการบริโภคคาเ/
- https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/คาเฟอีนส่งผลร้ายอันตรา/


